ความสำคัญของน้ำมันเครื่อง

นอกจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่เราเติมเพื่อขับขี่ไปยังสถานที่ต่างๆ กันอยู่ทุกๆ วันแล้ว “น้ำมันเครื่อง” ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่เราจะต้องใส่ใจและดูแลตัวรถกันบ้างนะครับ บทความนี้เลยจะพาทุกๆ ท่านไปทำควาเข้าใจเกี่ยวกับ “ความสำคัญของน้ำมันเครื่อง” ที่เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตามคำแนะนำกันบ้างนะครับ จะมีข้อมูลไหนที่น่าสนใจกันบ้างนั้น…เราไปชมกันดีกว่าครับ

น้ำมันเครื่องเป็นอย่างไร?

น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์(motor oil, engine oil) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า น้ำมันหล่อลื่น หรือ น้ำมันเครื่อง ประกอบไปด้วย 2 ส่วนที่สำคัญคือ น้ำมันพื้นฐาน และสารเพิ่มคุณภาพ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ลดแรงเสียดทานของวัตถุชิ้นที่เสียดสีกัน ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ เคลือบช่องว่างระหว่างผิวสัมผัส ทำความสะอาดเขม่าและเศษโลหะภายในเครื่องยนต์ ป้องกันการกัดกร่อนจากสนิมและกรดต่างๆ และป้องกันกำลังอัดของเครื่องยนต์รั่วไหล เป็นต้น

โดยน้ำมันเครื่องเราสามารถแบ่งได้เป็นประเภทๆ ดังนี้

น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic)

ถือว่าเป็นน้ำมันเครื่องที่มีอายุการใช้งานสั้นที่สุด และราคาถูกที่สุด โดยผลิตมาจากน้ำมันปิโตรเลียมที่เหลือมาจากการกลั่น โดยสามารถใช้ได้ประมาณ 3,000 – 5,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic)

เป็นน้ำมันที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบบ น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic) โดยเป็นการผสมกันระหว่างน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ กับน้ำมันจากธรรมชาติ โดยอัตราส่วนนั้นไม่มีการระบุแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของน้ำมันเครื่องอีกที โดยสามารถใช้ได้ประมาณ 5,000 – 10,000 กิโลเมตร ราคาอยู่ในระดับปานกลาง ไม่แพงมากจนเกินไป ถือเป็นเกรดน้ำมันเครื่องที่ผู้คนนิยมเปลี่ยนน้ำมันเครื่องมากที่สุด รวมไปถึงในอุตสาหกรรมรถยนต์ต่าง ๆ ด้วย

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (Fully Synthetic)

น้ำมันเครื่องที่ถือว่ามีอายุการใช้งานนานที่สุด และมีราคาสูงกว่าชนิดอื่น ๆ สามารถใช้งานได้ถึง 15,000 – 20,000 กิโลเมตร เลยทีเดียว โดยผลิตมาจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์มาจากน้ำมันปิโตรเลียม ถือว่าเป็นเกรดน้ำมันเครื่องที่พิเศษที่สุด และมีการพิถีพิถันในขั้นตอนมากที่สุด ทุกขั้นตอนผ่านการวิจัยมาหมด จึงสามารถเชื่อมั่นได้ในประสิทธิภาพ

มาตรฐานน้ำมันเครื่องที่น่าสนใจ

●มาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ (Society of Automotive Engineer : SAE)

ใช้ระบุความหนืด (ความข้นใส) ของน้ำมันเครื่อง ค่ายิ่งมากก็ยิ่งมีความหนืดมาก โดยแบ่งน้ำมันเครื่องออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

เกรดเดียว (monograde) คือน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดค่าเดียว เช่น SAE 40 หมายความว่า ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส น้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่ เบอร์ 40

เกรดรวม (multigrade) คือน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืด 2 ค่า เช่น SAE 20W-50 หมายความว่า ในอุณหภูมิ -25 องศาเซลเซียส น้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่ เบอร์ 20 แต่เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส จะเปลี่ยนค่าความหนืดเป็น เบอร์ 50

อักษร “W” ใช้เป็นตัวบ่งบอกว่าค่าความหนืดนี้เป็นเกรดฤดูหนาว (วัดที่ -25 องศาเซลเซียส) หากไม่มีจะเป็นเกรดฤดูร้อน (วัดที่ 100 องศาเซลเซียส)

●มาตรฐานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (The American Petroleum Institute : API)

ใช้ระบุประเภทของเครื่องยนต์ และสมรรถนะในการปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ สำหรับเครื่องยนต์เบนซินใช้อักษร “S” (spark ignition) เช่น SA SC SD SE SF SG SH SI SJ SL SM SN ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลใช้อักษร “C” (compress ignition) เช่น CD CB … CF4 บางครั้งเราอาจเห็นทั้ง “S” และ “C” มาด้วยกัน เช่น SG/CH4 หมายถึง น้ำมันเครื่องนี้เหมาะสำหรับการใช้กับเครื่องยนต์เบนซิน แต่ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ในระยะสั้น หรือ CH4/SG ก็จะกลับกันกับกรณีข้างต้นคือเหมาะสำหรับการใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินได้ในระยะสั้น

อันตรายของการไม่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

หากไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะทำให้น้ำมันเครื่องมีความสกปรกมีทั้งเศษฝุ่นละออง และเศษโลหะที่เกิดจากการผุกร่อนของชิ้นส่วนจากเครื่องยนต์ เป็นผลให้ระหว่างที่น้ำมันเครื่องมีการหมุนวนใช้งาน สิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่ในตัวน้ำมันเครื่องอาจเข้าไปขูดขีดทำให้ชิ้นส่วนภายในเกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าที่เดิม และสุดท้ายเครื่องยนต์อาจจะพังได้นั้นเองครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “ความสำคัญของน้ำมันเครื่อง” ที่เราได้รวบรวมมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ คิดว่าน่าจะช่วยให้ทุกๆ ท่านเข้าใจกันมากขึ้นนะครับ

Previous Post
Next Post